บทความนี้คือคู่มือเจาะลึกการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (US Stocks) สำหรับคนอยากเริ่มทันที

ถ้าคุณเป็นมือใหม่และอยากลงทุนหุ้นอเมริกาแบบปลอดภัยที่สุด

+ เริ่มด้วย ETF ตลาดรวม เช่น VOO (S&P500) หรือ VTI (Total Market)

+ ลงทุนแบบ DCA รายเดือน ลดความเสี่ยงจากจังหวะตลาด

+ นักลงทุนไทย ไม่เสียภาษี Capital Gain ในสหรัฐ

+ ปันผลถูกหักภาษี 15% หากยื่นแบบฟอร์ม W-8BEN

อยากลงทุนหุ้นอเมริกาทำยังไง? คำถามของคนที่อยาก

พาเงินไปเติบโตในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่พอก้าวขาจะออกเดิน ก็โดนความกังวลฉุดไว้... “ภาษียุ่งยากไหม?”, “เปิดพอร์ตที่ไหน?”, “ภาษาอังกฤษก็ไม่แข็งแรง” หรือแม้แต่เซียนหุ้นไทยเอง พอต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเจอตลาดใหม่ ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ

เราลองไปถามเพื่อนนักลงทุนมาแล้วว่า “ทำไมยังไม่เริ่ม?” คำตอบที่ได้คือ “ความไม่รู้” ครับ ไม่รู้กฎกติกา ไม่รู้จะหาข้อมูลที่ไหน (ที่มันไม่กระจัดกระจาย) สุดท้ายเลยจบที่... งั้นไม่ลงทุนดีกว่า

บทความนี้เลยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็น “One-Stop Service” ให้มือใหม่ อ่านจบที่เดียว เข้าใจครบ จบกระบวนการ ตั้งแต่ ก.ไก่ จนซื้อหุ้นตัวแรกได้เลย!

 

สารบัญ

1. ทำไม "การฝากเงินเฉยๆ" ถึงน่ากลัวกว่าการลงทุน?

2.ทำไมต้อง "หุ้นอเมริกา"?

3. ข้อดีของตลาดหุ้นอเมริกา

4. ข้อแตกต่างหุ้นอเมริกากับหุ้นไทย

5. 5 ขั้นตอนเริ่มต้นลงทุนหุ้นอเมริกา

6. กลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง

7. คัมภีร์เลือกหุ้น 6 ประเภท (Peter Lynch Framework)

8. ภาษีจากการลงทุนหุ้นอเมริกา

ทำไม "การฝากเงินเฉยๆ" ถึงน่ากลัวกว่าการลงทุน?

คำถามคลาสสิก: “หาเงินมาเหนื่อยแทบตาย ฝากธนาคารไว้เฉยๆ ไม่ได้เหรอ ปลอดภัยดี?” คำตอบคือ: ไม่ได้ครับ เพราะการ “ไม่เสี่ยง” เลย นั่นแหละคือ “ความเสี่ยง” ที่น่ากลัวที่สุด

เคยได้ยินประโยคเด็ดไหมครับ? มนุษย์เราหนี 2 อย่างนี้ไม่พ้น คือ “ความตาย” และ “ภาษี” ... แต่ในโลกการเงิน มีศัตรูตัวที่ 3 ที่น่ากลัวกว่านั้น มันชื่อว่า “เงินเฟ้อ”

👻 เงินเฟ้อขโมยที่มองไม่เห็น เงินเฟ้อไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่มันคือการที่ “เงินเท่าเดิม ซื้อของได้น้อยลง”

 

ลองนึกภาพตามนะครับ: ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน...

มีเงิน 20 บาท เดินเข้าร้านข้าวขาหมู ได้ข้าวพูนจาน ไข่เต็มใบ

ตัดภาพมาวันนี้... 20 บาท อาจจะซื้อได้แค่ “ไข่ต้ม” กับ “น้ำเปล่า”

ถ้าจะกินข้าวขาหมูจานเดิม? คุณต้องควักเงิน 50-60 บาท! (แพงขึ้น 2-3 เท่า)

 

เห็นไหมครับว่า “ตัวเลขในบัญชี” คุณอาจจะเท่าเดิม แต่ “อำนาจในการซื้อ” มันหายไปเกินครึ่ง นี่แหละครับคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้อง “ลงทุน” ... ก็เพื่อวิ่งหนีไอ้เจ้าเงินเฟ้อนี่แหละ!

ในเมื่อเราหนีไม่ได้ เราก็ต้องสู้ครับ! เครื่องมือการต่อสู้มีเยอะแยะ ตั้งแต่ ทองคำ, อสังหาฯ, นาฬิกาหรู ไปจนถึงที่ดิน แต่เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและทรงพลังที่สุดที่ผมอยากแนะนำวันนี้คือ “หุ้น” ครับ

 

ทำไมต้อง "หุ้นอเมริกา"?

คำตอบง่ายๆ เลยคือ "โอกาส" ที่มันต่างกัน

เพราะตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นไทย ความแตกต่างชัดเจนมาก หุ้นเพียงตัวเดียวของสหรัฐ เช่น Meta (Facebook) มีมูลค่าตลาดสูงกว่าตลาดหุ้นไทยทั้งตลาดเกือบ 2 เท่า

หัวข้อเปรียบเทียบ ตลาดหุ้นไทย (SET) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NYSE/NASDAQ)
ขนาดและสภาพคล่อง ขนาดเล็ก สภาพคล่องจำกัด ใหญ่ที่สุดในโลก สภาพคล่องสูงมาก
ประเภทธุรกิจ ธุรกิจดั้งเดิม (Old Economy) เช่น พลังงาน, ค้าปลีก ผู้นำนวัตกรรมโลก (New Economy) เช่น AI, Tech, BioTech
การเติบโต (10 ปีย้อนหลัง) เฉลี่ย 1.1% ต่อปี เฉลี่ย 8-10% ต่อปี (CAGR)
ตัวอย่างหุ้น PTT, CPALL, AOT Apple, Microsoft, Nvidia, Tesla
เกณฑ์การซื้อขั้นต่ำ 100 หุ้น (Board Lot) ต้องใช้เงินก้อน Fractional Shares (เศษหุ้น) เริ่มต้นเพียง $1
ความคุ้มครอง กองทุนคุ้มครองผู้ลงทุน SIPC คุ้มครองพอร์ตสูงสุด $500,000
ความโปร่งใส กำกับดูแลโดย ก.ล.ต. ไทย กำกับดูแลโดย SEC (เข้มงวดระดับโลก)

SIPC คืออะไร?

SIPC (Securities Investor Protection Corporation) คือหน่วยงานคุ้มครองนักลงทุนในกรณีโบรกเกอร์ล้มละลาย คุ้มครองสูงสุด $500,000 

Source: SIPC Official Website (sipc.org)

 

ข้อดีของตลาดหุ้นอเมริกา

ตลาดใหญ่ที่สุดในโลก (ซื้อง่าย ขายคล่อง)

ตลาดหุ้นสหรัฐ เช่น NYSE และ NASDAQ เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาดมหาศาลและสภาพคล่องสูง การซื้อขายหุ้นจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่าย
Source: World Federation of Exchanges

 

มีสินค้าให้ช้อปกว่า 6,000 ตัว (รวมแบรนด์ระดับโลกที่คุณรู้จักดี)

ในไทยเราอาจจะคุ้นเคยกับหุ้นพลังงานหรือค้าปลีกเดิมๆ แต่ที่อเมริกามีหุ้นและ ETF ให้เลือกกว่า 6,000 ตัว

นี่คือที่เดียวที่คุณจะสามารถเป็นเจ้าของบริษัทที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนทั้งโลกได้จริง

ตัวอย่าง โทรศัพท์ในมือคุณ (Apple), โปรแกรมทำงาน (Microsoft), ของที่สั่งออนไลน์ (Amazon) หรือรถไฟฟ้าที่อยากได้ (Tesla) ... "เราเป็นลูกค้าเขามานานแล้ว ทำไมไม่ลองเปลี่ยนมาเป็นเจ้าของเขาบ้างล่ะครับ?"

 

ผลตอบแทนระยะยาว... ดีกว่า

ตลาดหุ้นเมกา เติบโต ปีละ 8-10 % ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงมากจากผลตอบแทนทั้งตลาด ถ้าเทียบกับตลาดบ้านเราทุกคนคงหงายหลังเพราะการเติบโตของหุ้นไทยประมาณ 11.5% ตลอดระยะเวลา 10 ปี ซึ่งเฉลี่ยแล้วเท่ากับการเติบโตประมาณ 1.1% ต่อปี

ลองจินตนาการว่าถ้าคุณซื้อหุ้น Apple (AAPL) ทิ้งไว้เมื่อ 10 ปีก่อน (2014-2024) คุณจะได้ผลตอบแทนทบต้น (CAGR) สูงถึง 20.5% ต่อปี... เงินของคุณจะงอกเงยขนาดไหน?

มาตรฐานความโปร่งใสสูง

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) กำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดสำหรับบริษัทในตลาด ทำให้นักลงทุนได้รับข้อมูลทางการเงินที่น่าเชื่อถือ และมีมาตรการจัดการที่ชัดเจนและมีบทลงโทษสำหรับคนที่ทำความผิดได้ดี จึงทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในตลาดหุ้นอเมริกา

ทีนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหุ้นอเมริกาถึงน่าลงทุนขนาดนี้ สำหรับมือใหม่คงเข้าใจครบถ้วนแล้ว แต่สำหรับคนที่เคยลงทุนกับหุ้นไทยคง อยากรู้ข้อแตกต่างของหุ้นไทยกับหุ้นอเมริกาแล้ว

ข้อแตกต่างหุ้นอเมริกากับหุ้นไทย

เข้าใจภาพความแตกต่างของตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกากันอย่างครบถ้วนเลยหัวข้อหลักตามภาพจะมีดังนี้และแอดขอเสริมประเด็นสำคัญเข้าไปด้วย

- ช่วงราคา และ Spread Price
ราคาจะขยับต่างจากประเทศไทย 
- ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นๆลงๆในแต่ละวัน มีจำกัดเพดานไหม ต่างกันอย่างไร
Limit up Limit down ถ้าราคาขึ้นลงเกิน 15% จะหยุดทำการซื้อขาย 5 นาที
- หน่วยงานกำกับดูแล และคุ้มครองนักลงทุน
FINRA & SIPC คุ้มครองถึง 5 หมื่นเหรียญ

“อ่านข้อแตกต่างแบบละเอียด” คลิก ตลาดหุ้นอเมริกา ต่างกับ ตลาดหุ้นไทย อย่างไร ?

5 ขั้นตอนเริ่มต้นลงทุนหุ้นอเมริกา

Step 1: เปิดบัญชีลงทุน (Open Account)

ปัจจุบันการเปิดบัญชีหุ้นสหรัฐๆ ทำได้ง่ายและรวดเร็วมาก การเปิดบัญชีก็เหมือนเป็นก้าวแรกของการลงทุนจริงเมื่อเราศึกษาแล้วก็พร้อมที่จะลงทุนจริงได้จริง

การเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศปัจจุบันทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ต้องส่งเอกสารกระดาษ

เปิดบัญชีลงทุนที่ไหนดี

แนะนำ: เปิดผ่าน Liberator เพราะเรา

(1) มีดำเนินการเรื่องภาษี W-8BEN ให้ ลดภาษีปันผลจากเดิม 30% เหลือ 15% ฟรี
(2) นักลงทุนมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น ได้รับสิทธิประโยชน์โดยตรง เช่น เงินปันผล
(3) มีหน่วยงาน SIPC ช่วยคุ้มครองเงินลงทุนและหลักทรัพย์* คุ้มครองถึง 5 หมื่นดอลล่าห์กรณีเกิดเหตุกับนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
(4) มีรายการและบทความให้ความรู้การลงทุนที่อเมริกาทุกวัน
(5) ที่สำคัญเทรดฟรี ไม่มีค่าคอมฯ ทุกวัน

Step 2: รู้จักสินทรัพย์ (Assets Selection)

ETF (Exchange Traded Fund) กองทุนที่ซื้อขายได้เหมือนหุ้น เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการกระจายความเสี่ยง (เช่น กองทุนที่อิงดัชนี S&P 500)

Individual Stocks (หุ้นรายตัว) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูง และมีเวลาวิเคราะห์กิจการ (เช่น ซื้อ Tesla เพราะเชื่อในรถยนต์ไฟฟ้า)

 เจาะลึก 11 กลุ่มอุตสาหกรรม (US Market Sectors)  อ่าน sectors แบบละเอียด คลิก ” 

“สำหรับใครที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม คลิก ”เริ่มต้นลงทุนหุ้นสหรัฐอเมริกา หาข้อมูลจากไหน?

Step 3: เติมเงินและแลกเงิน (Funding)

สามารถโอนเงินบาทและแลกเป็นดอลลาร์ (USD) ได้ภายในแอปฯ ทันที

 

Step 4: ส่งคำสั่งซื้อ (Execution)

ซื้อเป็นเศษหุ้นได้ ( Fractional Shares ) เช่น มีเงิน 1,000 บาท ก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้น Apple ได้ (ไม่ต้องรอเก็บเงินซื้อเต็ม 1 หุ้นที่ราคาหลักหมื่นบาท)

 

Step 5: ติดตามและปรับพอร์ต (Monitoring)

(อ่านรายละเอียดในหัวข้อกลยุทธ์)



กลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง

3 วิธีการลงทุนสำหรับคนพึ่งเริ่มต้น ตั้งแต่เสี่ยงน้อยไปถึงเสี่ยงมาก

A. แบ่งตามขนาดและความเสี่ยง

กลยุทธ์ ข้อดี เหมาะกับใคร ระดับความเสี่ยง
ETFs ง่าย กระจายความเสี่ยง  มือใหม่ ต่ำถึงปานกลาง
Mega Cap (M7) ลงทุนในหุ้นใหญ่ เติบโตมั่นคง นักลงทุนที่เริ่มมีประสบการณ์ ปานกลาง
Mid/Small Cap ผลตอบแทนสูง คนที่มีประสบการณ์ สูง
  1. ETF Strategy: ง่ายที่สุด กระจายความเสี่ยงดีที่สุด (เหมาะกับมือใหม่)

  2. Mega Cap (Magnificent 7): ลงทุนใน 7 บริษัทยักษ์ใหญ่ (Apple, Microsoft, Google, Amazon, Nvidia, Meta, Tesla) ข้อดีคือมั่นคงแบบ "Winner Takes Most" แต่ต้องระวังกฎหมายผูกขาด (Antitrust)

  3. Mid/Small Cap: ลงทุนในบริษัทเล็กที่มีโอกาสโตเป็น 100 เท่า (Multibaggers) ความเสี่ยงสูงมาก ต้องดู CEO และ Business Model ให้ขาด

 

B. เทคนิคการเข้าซื้อ (Entry Strategies)

Regular DCA: ลงทุนด้วยเงินเท่ากันทุกเดือน เพื่อสร้างวินัย ไม่สนราคาตลาด

Tactical DCA (Fear & Greed): ใช้ดัชนี CNN Fear & Greed Index ช่วยตัดสินใจ

เมื่อดัชนีต่ำกว่า 20 (Fear) = เพิ่มเงินลงทุน (ของถูก)

เมื่อดัชนีสูงกว่า 80 (Greed) = ชะลอการลงทุน (ของแพง)

 

C. การปรับพอร์ต (Rebalancing Rules)

ตัวอย่างสูตรการปรับพอร์ตของ "นาย LIB" (เงินลงทุน 1 ล้านบาท)

กฎการขาย (Profit Taking) เมื่อหุ้นตัวใดกำไรเกิน 30% ให้ขายส่วนกำไรออก

กฎการซื้อ (Reinvest) นำกำไรที่ขายได้ ไปซื้อหุ้นตัวอื่นในพอร์ตที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่า (Undervalued)

พอร์ตจะสมดุลอยู่เสมอ ไม่บวมที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และเป็นการ "ขายแพง มาซื้อถูก" โดยอัตโนมัติ

“ถ้าใครอยากเรียนแบบครบเจาะลึกก็เข้าไปเรียนได้เลย”

 

คัมภีร์เลือกหุ้น 6 ประเภท (Peter Lynch Framework)

กลยุทธ์การเลือกหุ้นรายตัว

เวลาเรามองธุรกิจอยากให้เรามอง ใน Phase ที่ต่างกันเราจะมองธุกิจได้ลึกขึ้น ซึ่งถ้าเทียบหุ้นไทย กับหุ้นเมกา นั้น
หุ้นไทยตอนนี้ อยู่ในช่วง Maturity - Decline ส่วนหุ้นต่างประเทศ ยังอยู่ในช่วง Launch ยังสามารถเติบโตได้อีก

 

R&D Phase (การวิจัยและพัฒนา)
ช่วงนี้เปรียบเหมือนกับการวางรากฐานของบ้าน คุณยังไม่เห็นตัวบ้านด้วยซ้ำ สิ่งที่มีคือไอเดีย แนวคิด ในช่วงนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง บริษัทไม่มีรายได้ เน้นพัฒนา เราวัดมูลค่าด้วย ด้วยความคาดหวัง ให้เราคิดถึง คิดถึงสตาร์ทอัพในโรงรถ Apple ในช่วงเริ่มต้น
.
Launch Phase (ช่วงเปิดตัว)
นี่คือช่วงที่บ้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เหมือนบริษัทที่เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ทุกอย่างดูสดใส รายได้เริ่มเข้ามา แต่ยังไม่มีกำไร บริษัทเริ่ม "มีตัวตน" ในโลกธุรกิจ เราใช้ Price to Sales Ratio (P/S) ในการวัด เพราะรายได้คือสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จของช่วงนี้ ให้คิดถึงช่วงแรกของ Tesla ที่ยังขาดทุน แต่รถไฟฟ้าของเขาเริ่มกลายเป็นที่รู้จัก
.
Hyper Growth Phase (ช่วงการเติบโตสูง)
ช่วงนี้คือจุดที่บริษัทเหมือนติดจรวด ทุกอย่างเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดด รายได้เพิ่มขึ้น กำไรเริ่มมองเห็นชัด บริษัทถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) และเริ่มสร้างกำไรให้เห็น ช่วงนี้เราใช้ Price to Gross Profit Ratio ในการวัดเพราะ กำไรขั้นต้นยิ่งสูง บริษัทยิ่งสามารถเติบโตได้เร็ว ให้เราคิดถึง Amazon ในยุคที่กำไรยังน้อย แต่ยอดขายโตเป็นเท่าตัวทุกปี
.
Maturity Phase (ช่วงอิ่มตัว)
นี่คือช่วงที่บ้านสร้างเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านเริ่มเก็บค่าเช่าได้ บริษัทเติบโตเต็มที่ รายได้และกำไรค่อนข้างคงที่ เราใช้ Price to Earnings Ratio (P/E) ในการวัดเพราะ เราอยากรู้ว่า "กำไร" ที่บริษัททำได้จริงนั้น คุ้มค่ากับราคาหุ้นหรือไม่
ให้เราคิดถึง Coca-Cola หรือ Apple ในวันนี้ที่เป็นยักษ์ใหญ่ที่รายได้คงที่
.
Decline Phase (ช่วงโรยรา)
บริษัทเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ไม่สามารถเติบโตได้แล้ว ซึ่งอยากให้เราหลีกเลี่ยงหุ้นใน Phase ให้คิดถึงบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่ เช่น Kodak หรือ Nokia ถ้าไม่มีการปรับตัวบริษัทจะค่อยๆหายไปจากการโดนแทนที่โดยบริษัทที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ

 


Source: One Up On Wall Street (Peter Lynch)

 

SLOW GROWERS (เติบโตช้า)
นึกถึงบริษัทอย่างไฟฟ้า น้ำประปา ที่ไม่ค่อยเติบโตหวือหวาแต่มีความมั่นคงในด้านของรายได้และชอบจ่ายปันผล
การเติบโต: 1 หลัก (ต่ำกว่า 10%) แนะนำให้ขายถ้าราคาหุ้นขึ้นมา 30%-50% หรือตอนพื้นฐานธุรกิจเริ่มเปลี่ยน
.
STALWARTS (หุ้นมั่นคง)
นึกถึงบริษัทอย่าง Coca - Cola หรือ Nestle เป็นหุ้นที่แข็งแกร่งให้ความมั่นคงแม้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยเพราะเป็นหุ้น สินค้าอุปโภค บริโภค ในชีวิตประจำวัน ถ้าได้กำไร 50 % ใน 2 ปี ถือว่าสูงมาก เพราะหุ้นกลุ่มนี้ ราคามักอยู่ในค่าเฉลี่ย
.
FAST GROWERS (เติบโตเร็ว)
นึกถึงบริษัทอย่าง Tesla , NVDIA เป็นหุ้นที่เติบโตสูงมากและบริษัทยังมีการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งเติบโตได้ 20 - 30 %
ควรระวังเมื่อบริษัท เริ่มชะละการเติบโต และ หากอัตราส่วน P/L (ราคาต่อกำไร) สูงอย่างไม่มีเหตุผล พร้อมทั้งช่วงนั้นสื่อเริ่มมีข่าวเกี่ยวกับ CEO มากขึ้นหรือวอลล์สตรีทปรับเป้าหมายราคาขึ้นเรื่อย ๆ ให้พิจารณาขาย
.
CYCLICALS (หุ้นวัฏจักร)
นึกถึงธุรกิจอย่าง น้ำมัน เรือ สายการบิน ที่ธุรกิจจะขึ้นอยู่กับวัฎจักรเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีความผันผวน แนะนำให้ซื้อเมื่อช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เช่นช่วงหลังโควิท ราคาขายเมื่อเศรษฐกิจเติบโตแบบพีคมากๆ
.
ASSET PLAYS (หุ้นที่มีทรัพย์สินซ่อนค่า)
ทรัพย์สินที่มีมูลค่า เช่น เงินสด อสังหาริมทรัพย์ แร่ สิทธิบัตร เครดิต
มักถูกมองข้ามโดยนักวิเคราะห์ เวลาที่ควรขาย:เมื่อมีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามา เช่น นักลงทุนรายใหญ่ที่เห็นคุณค่าของทรัพย์สินซ่อนเร้น
.
TURNAROUNDS (หุ้นฟื้นตัว)
หุ้นบริษัทที่มีข่าวแย่ๆ งบแย่เจอเหตุการณ์วิกฤต แต่บริษัทสามารถแก้ไขปัญหาได้ ถ้าเราเห็นศักยภาพของบริษัทตรงนี้อาจจะได้หุ้นในราคาที่อยู่จุดต่ำ

 

ภาพรวม Cooperate life cycle กับ ลักษณะของหุ้นแต่ละแบบซึ่ง
ถ้าเราสามารถเลือกหุ้นที่มีศักพภาพเติบโตสูงและ อุตสาหกรรมก็อยู่ในช่วงเติบโต เหมือน NVDIA ในช่วงที่ผ่านมา
.
นักลงทุนชื่อดังระดับโลก Warren Buffett ชอบซื้อหุ้นที่เติบโตแล้วและแข็งแกร่งแล้ว อย่างหุ้น Apple ซึ่งการเปรียบให้อุตสาหกรรมก็เป็นอุตสากรรมที่ค่อยๆโตอย่างมั่นคง การที่จะทำให้เติบโ๖อย่างรวดเร็ว จะต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือ ภาพของการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปจริงๆ บริษัทในกลุ่มนี้ถึงจะโตได้มากขึ้น

 

ภาษีจากการลงทุนหุ้นอเมริกา

สำหรับที่อเมริกาเราจะมีภาษี 2 ส่วน คือ ภาษีจากการขายหุ้นแล้วได้กำไร (Capital Gain tax) และ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผล (Withholding Tax) มาดูกันทีละส่วนครับ

ภาษี Capital Gain Tax ในอเมริกา คนไทยไม่ต้องเสีย

อ้างอิงจาก IRS (กรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกา) ถ้าเรามีกำไรสุทธิจากการขายหุ้น (Capital gain) ไม่ว่าจะถือหุ้นนั้นสั้นๆ (น้อยกว่า 1 ปี) หรือถือยาว (นานกว่า 1 ปี) ตราบใดที่เราไม่ได้ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาเกิน 183 วันใน 1 ปี เราจะไม่ต้องเสียภาษี Capital Gain tax

.

(ในบทบัญญติของอเมริกา IRS จะเรียกชาวต่างชาติที่มีรายได้เกิดขึ้นในอเมริกาว่า NRA หรือ Non Resident alien)

.

ภาษี Dividend Withholding Tax ถูกหักไปก่อน แต่มี Liberator ช่วยเหลือ

สำหรับเงินปันผลจากบริษัทในอเมริกา โดยปกติเราจะถูกหักภาษี 30% จากเงินปันผล แต่เพราะทาง Liberator ได้ยื่นแบบฟอร์ม W-8BEN ซึ่งปกติมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท ต้องส่งทุกๆ 3 ปี แทนลูกค้าให้ฟรี ช่วยยืนยันว่าคนที่รับเงินปันผลก้อนนี้ไม่ใช่คนในประเทศอเมริกา ทำให้เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสูงสุด 15% ของเงินปันผลเท่านั้น (บางบริษัทอาจหักน้อยกว่านี้ ถ้าทางบริษัทได้สิทธิ BOI ลงทุนตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุน)

W-8BEN คืออะไร?

แบบฟอร์มที่นักลงทุนต่างชาติใช้ยืนยันว่าไม่ใช่ US Person เพื่อลดภาษีปันผลตามสนธิสัญญาภาษี

Source: IRS Form W-8BEN

.

เราจะเริ่มเสียภาษีจากส่วนที่เป็นกำไรและนำรายได้กลับเข้ามาในประเทศ แต่ส่วนที่เราจะเสียภาษีนี้จะเริ่มคิดจากฐานรายได้ของเรา ตามของประเทศไทย ถ้ารายได้สุทธิ เราไม่ได้เกิน 150,000 บาท เราก็จะไม่เสียภาษีนั่นเอง

.

ตัวอย่าง รายได้ สุทธิทั้งปี เราได้ 100,000 บาท ได้กำไรจากหุ้นอเมริกาและนำรายได้กลับเข้ามา 50,000 บาท
รวมทั้งปีรายได้สุทธิ เราจะอยู่ที่ 150,000 เราก็จะไม่เสียภาษี

แต่ถ้าเกินส่วนนี้เราก็คิดภาษีเป็นขั้นบันได้ตามการเสียภาษีปกติ จะเห็นได้ว่าความจริง เราเสียภาษีจากการลงทุนต่างประเทศไม่ได้อยู่ในอัตราที่สูงเลย
.
ภาษีที่เราต้องจ่ายจริงๆ เวลาไปลงทุนหุ้นอเมริกา คือ ภาษีเงินปันผลที่อเมริกา และ ภาษีเงินได้เมื่อนำเงินกลับเข้ามาในไทย เท่านั้น
.
อยากให้เรามาโฟกัส ที่การเรียนรู้และลงทุนให้มีกำไรก่อน
“เรียนรู้เรื่องภาษีแบบเต็มที่คลิก” ภาษีลงทุนหุ้นอเมริกา: ง่ายกว่าที่คิด จ่ายนิดเดียว เพื่อโอกาสเติบโตที่ดีกว่า
.
ครบจบทุกประเด็นเลย ตั้งแต่การ เริ่มต้นศึกษาหาความรู้ วิธีซื้อขาย วิธีการหาแนวทางที่เหมาะกับตัวเอง กลยุทธ์การลงทุน การติดตามและปรับพอร์ต จนเราเริ่มมีกำไรแล้วมาจัดการกับภาษี
.
สำหรับใครที่ยังจำได้ไม่หมดก็แชร์เก็บไว้ได้นะ ตอนแอดเริ่มใหม่ ก็ใช้วิธีเซฟเก็บไว้ แล้วมองผ่านตาบ่อยๆบวกกับเริ่มต้นเข้ามาลงทุนจริงๆ สถานการณ์จะบังคับให้เราเริ่มจำได้มากขึ้นเอง55 และให้เราหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีก เพราะยิ่งเรามีความรู้มากยิ่งมีโอกาสที่จะได้กำไรมาก
.
“ถ้าใครอยากเรียนเรื่องหุ้นเพิ่มเติมก็เข้าไปเรียนได้เลยที่ลิ้งค์นี้” https://academy.liberator.co.th/browse

บทความนี้เขียนโดยทีมงาน Liberator

เพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนหุ้นต่างประเทศสำหรับนักลงทุนไทย
เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นลงทุน ETF ไปจนถึงการจัดการภาษี

Updated: February 2026

แหล่งอ้างอิง 

https://www.irs.gov/forms-pubs/about-form-w-8-ben

https://www.sipc.org/for-investors/what-sipc-protects

Vanguard – ETF Fund Profile (VOO, VTI)

SEC – U.S. Market Regulation Overview

Peter Lynch – One Up On Wall Street

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องลงทุนหุ้นอเมริกา

Q1: ใช้เงินเริ่มต้นเท่าไหร่? ต้องมีเงินแสนไหม? +
ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ครับ ด้วยระบบ Fractional Shares (เศษหุ้น) บนแอป Liberator คุณสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียง $1 (ประมาณ 30–35 บาท) และสามารถเป็นเจ้าของหุ้นราคาสูงอย่าง Apple หรือ Berkshire Hathaway ได้
Q2: เงินจะหายไหม? ถ้าโบรกเกอร์ปิดกิจการทำอย่างไร? +
บัญชีลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ของคุณได้รับความคุ้มครองจาก SIPC (Securities Investor Protection Corporation) วงเงินสูงสุด $500,000 (ประมาณ 17 ล้านบาท) ในกรณีที่โบรกเกอร์ล้มละลาย สินทรัพย์ของลูกค้าจะไม่สูญหาย
Q3: ต้องเก่งภาษาอังกฤษไหม? +
ไม่จำเป็นครับ แอป Liberator ใช้งานเป็น ภาษาไทย ชื่อหุ้นใช้สัญลักษณ์ (Ticker) ที่จดจำง่าย เช่น AAPL, TSLA และมีบทวิเคราะห์รวมถึงข่าวสารหุ้นสหรัฐฯ ที่แปลไทยให้อ่านอย่างต่อเนื่อง
Q4: เวลาตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิด–ปิด ตรงกับเวลาไทยกี่โมง? +
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการช่วงกลางคืนตามเวลาประเทศไทย

ฤดูร้อน (Daylight Saving Time): 20:30 – 03:00 น.
ฤดูหนาว: 21:30 – 04:00 น.

Tip: ไม่จำเป็นต้องเฝ้าจอ สามารถส่งคำสั่งซื้อ–ขายล่วงหน้าไว้ได้
Q5: เรื่องภาษียุ่งยากไหม? ถ้าเอากำไรกลับเข้าไทยต้องเสียภาษีหรือเปล่า? +
กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain)
หากยัง ไม่โอนกำไรกลับเข้าประเทศไทย จะยังไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีในปีนั้น แต่หากมีการ โอนกำไรจากต่างประเทศกลับเข้าไทย กำไรส่วนนี้จะถูกนำไปรวมคำนวณเป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามอัตราขั้นบันได (5–35%) ทั้งนี้ เงินต้นที่ลงทุนไม่ถือเป็นรายได้ และไม่ต้องเสียภาษี

เงินปันผล (Dividend)
เงินปันผลจากหุ้นสหรัฐฯ จะถูก หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยอัตโนมัติ (กรณีใช้ Liberator บริษัทจะยื่นแบบ W-8BEN ให้ฟรี) โดยทั่วไป ไม่ต้องเสียภาษีซ้ำในไทย

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ภาษีจริงขึ้นอยู่กับรายได้รวมและสถานะของแต่ละบุคคล
Q6: แลกเงินบาทเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ที่ไหน? +
สามารถแลกเงิน (Currency Conversion) ได้โดยตรงภายในแอป Liberator ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Real-time สะดวก รวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องไปธนาคาร