วิธีเลือกหุ้นปันผล? คู่มือสำหรับมือใหม่

วิธีเลือกหุ้นปันผล? คู่มือสำหรับมือใหม่
เบื่อไหม? ทำงานหนักแต่เงินในบัญชีไม่เคยงอกเงย 💸
หลายคนพยายามเก็บเงินแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นลงทุนยังไง กลัวขาดทุน กลัวเลือกหุ้นผิด จนเงินเก็บถูกกินด้วยเงินเฟ้อทุกวัน เราเข้าใจความรู้สึกนี้ดี...
แต่รู้ไหม? มีวิธีลงทุนที่ทั้ง 'ปลอดภัย' และ 'ได้เงินสม่ำเสมอ'
นั่นคือ 'หุ้นปันผล' - เพื่อนที่จะช่วยสร้างรายได้ให้คุณแบบ Passive Income!
สารบัญวิธีเลือกหุ้นปันผล สำหรับมือใหม่
ทำไมหุ้นปันผลถึงเหมาะกับมือใหม่?
โดยทั่วไป นักลงทุนมักมองหากำไรจากการซื้อหุ้นในราคาต่ำและขายในราคาสูง (Capital Gain) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงและตื่นเต้นกว่า
แต่การลงทุนใน หุ้นปันผล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ รายได้สม่ำเสมอ และต้องการความมั่นคงมากกว่า เนื่องจากบริษัทที่จ่ายปันผลมักเป็นธุรกิจที่มั่นคงและมีรายได้ที่แน่นอน
⏩ ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นทั่วไป (แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย)
⏩ ราคาไม่ผันผวนมาก
⏩ ได้เงินปันผลสม่ำเสมอ
⏩ เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
มาทำความรู้จักกับ "หุ้นปันผล" ทางเลือกการลงทุนที่เหมาะกับมือใหม่ ก่อนจะไปเรียนรู้วิธีเลือกหุ้นปันผลที่ดี เรามาดูกันว่าการลงทุนแบบนี้คืออะไร? มีข้อดีและข้อควรระวังอะไรบ้าง...
หุ้นปันผลคืออะไร?
หุ้นปันผล คือ หุ้นของบริษัทที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเงินปันผลนี้มาจากกำไรของบริษัท และอาจจ่ายเป็นเงินสดหรือหุ้นเพิ่มทุนก็ได้
⏩ แต่ละบริษัทกำหนดอัตราการจ่ายปันผลแตกต่างกัน เช่น 20%, 40%, 60% ของกำไรสุทธิ
⏩ บางบริษัทไม่จ่ายปันผลเลย เพราะนำกำไรไปลงทุนขยายธุรกิจ
⏩ หุ้นบางตัวสามารถ เติบโตไปพร้อมกับจ่ายปันผล ทำให้ได้รับผลตอบแทนทั้ง Capital Gain และ Dividend
ตัวอย่าง:
ถ้าบริษัท ABC มีกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท และมีนโยบายจ่ายปันผล 60% หมายความว่าจะจ่ายปันผลรวม 120 ล้านบาท
⏩ ถ้าบริษัทมีหุ้น 100 ล้านหุ้น → นักลงทุนที่ถือ 1 หุ้นจะได้รับเงินปันผล 1.20 บาทต่อหุ้น
บริษัทจ่ายปันผลยังไง?
การจ่ายปันผลมี 2 รูปแบบคือ
เงินปันผลเป็นเงินสด (Cash Dividend) XD : บริษัทจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้ผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นที่ถือ โดยคำนวณจากเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) และผู้ที่ถือหุ้นในช่วงที่บริษัทประกาศปันผลจะได้รับเงินตามอัตราที่กำหนด
เงินปันผลเป็นหุ้น (Stock Dividend) XD(ST) : บริษัทจ่ายปันผลโดยออกหุ้นเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นแทนเงินสด ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ถือเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นอาจถูกปรับลดลงตามสัดส่วน ซึ่งเหมาะกับบริษัทที่ต้องการรักษากระแสเงินสดไว้เพื่อขยายกิจการ
กระบวนการจ่ายปันผลของบริษัท
+ วันประกาศจ่ายปันผล (Declaration Date): บริษัทประกาศการจ่ายปันผล พร้อมระบุจำนวนและวันสำคัญ+ วันขึ้นเครื่องหมาย XD (Ex-Dividend Date): นักลงทุนที่ซื้อหุ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะไม่ได้รับปันผล
+ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับปันผล (Record Date): บริษัทตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับปันผล
+ วันจ่ายเงินปันผล (Payment Date): บริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นตามกำหนด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [XD คืออะไร? ซื้อตอนไหนถึงจะได้ปันผล?]
อัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทน
อัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทน หรือ Yield มีสูตรคำนวณ คือ (เงินปันผล/ราคาหุ้น) x 100 เช่น ปันผล 0.40 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้นบนกระดาน คือ 8 บาท แปลว่า เราได้ Yield (0.4/8) x 100 = 5% แปลว่า ทุก 100 บาท ที่เราซื้อหุ้นตัวนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นเงิน 5 บาท
⏩ หุ้นตัวนี้จ่ายปันผลกี่เปอร์เซ็นต์ ที่คนชอบพูดกัน ก็คือ การหาว่า Yield กี่เปอร์เซ็นต์นั่นเอง
⏩ คำถาม คือ ทำไมเราคำนวณได้ 5% เพื่อนเราได้ 5.5% อีกคนได้ 4.5% คำตอบ คือ เพราะซื้อกันคนละวัน ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงทุกวัน เวลาคำนวณออกมาก็เลยได้ Yield ไม่เท่ากัน
⏩ คำถามต่อมา คือ Yield กี่เปอร์เซ็นต์เรียกว่าดี ให้พิจารณาแบบนี้ว่า ค่าเฉลี่ยของบริษัทในตลาดหุ้นจ่ายที่เกือบ 3% ถ้าเราบวกเงินเฟ้อในช่วงปกติซัก 2% แปลว่า ถ้าได้ปันผลซัก 5% ก็ถือว่าใช้ได้ หรือจะลองเอาไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนด้านอื่น เช่น พันธบัตรรัฐบาลได้ดอกเบี้ยซัก 4% งั้นหาหุ้นที่ให้ปันผล 5% ก็โอเค
Written by: #StockVitamins x #Liberator
ข้อดีของหุ้นปันผล
⏩ สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ – นักลงทุนได้รับเงินปันผลโดยไม่ต้องขายหุ้น
⏩ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด – หุ้นปันผลมักมีเสถียรภาพสูงกว่าหุ้นเติบโต
⏩ ผลตอบแทนทบต้น – การนำเงินปันผลไปลงทุนต่อช่วยเพิ่มมูลค่าพอร์ตในระยะยาว
⏩ บ่งบอกถึงความมั่นคงของบริษัท – บริษัทที่จ่ายปันผลต่อเนื่องมักมีกำไรและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
⏩ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ระยะยาว – โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนเกษียณ
⏩ ป้องกันเงินเฟ้อ – ถ้าเลือกหุ้นที่ให้ปันผลมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ
ข้อเสียของหุ้นปันผล
⏩ อัตราผลตอบแทนอาจลดลง – หากบริษัทมีกำไรลดลงหรือเปลี่ยนนโยบาย
⏩ โอกาสเติบโตต่ำกว่าหุ้นเติบโต (Growth Stocks) – บริษัทที่จ่ายปันผลสูงมักเติบโตช้ากว่า
⏩ บางบริษัทปันผลสูงเพราะธุรกิจอิ่มตัว – ต้องดูว่ามีการเติบโตต่อหรือไม่
⏩ ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain) เป็นหลัก
ทำไมเลือกหุ้นปันผล แล้วต้องดูอย่างอื่นประกอบ
ปัญหา หุ้นปันผล ที่ผิดพลาด
⏩ ซื้อแล้ว “ลง”
⏩ ซื้อแล้ว ปันผล “ต่ำกว่าคาด” มาๆหายๆ
⏩ ซื้อแล้ว “ดีปีเดียว” ปีถัดไป ไม่ดี
⏩ จังหวะผิด “เสียเวลา!”
⏩ เวลาโดน โดนหนัก
ปัญหาเหล่านี้ทำให้เราต้องระวังในการเลือกหุ้นปันผลยังมีกับดักหุ้นปันผลที่เราต้องระวัง
กับดักหุ้นปันผลที่เราต้องระมัดระวัง
⏩ Yield สูง จากกำไรพิเศษ
บางครั้งเราตาโตเห็นหุ้นจ่ายปันผล 10%, 15% แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการคำนวณจากกำไรพิเศษที่อาจจะมาเพียงครั้งเดียว เช่น ขายที่ดินได้ ขายโรงงานได้ ซึ่งปกติไม่มี บริษัทเลยจ่ายปันผลเยอะกว่าปกติ ถ้าเราหลงเข้าไปซื้อ แล้วปีต่อมากลับมาจ่ายเท่าเดิมที่แค่ 2% ก็อาจจะไม่คุ้มได้ เพราะฉะนั้นต้องลองดูดีๆ ว่า ปกติจ่ายเท่าไหร่ ทำไมปีนี้จะจ่ายเยอะ มันสมเหตุสมผลหรือเปล่า
⏩ Yield สูง เพราะธุรกิจมีปัญหา ราคาหุ้นลงเยอะ
ถ้าเราดูจากสูตร คือ เงินปันผล/ราคาหุ้น การที่ Yield เพิ่มขึ้นได้ อาจเป็นเพราะ
+ จ่ายปันผลสูงขึ้น กิจการทำกำไรได้ดีขึ้น ถ้าแบบนี้คือดี
+ ราคาหุ้นลงเยอะ อาจเป็นเพราะเริ่มเห็นสัญญาณว่า บริษัทไม่โต นักลงทุนบางคนเห็นเลยตัดสินใจเทขายออกมาก่อน ราคาเป็นตัวหาร พอลงเยอะ ผลลัพธ์เป็น Yield เลยดูเหมือนสูง ถ้าแบบนี้ก็อาจจะไม่ดี
⏩ Payout Ratio 90-100% เพราะธุรกิจอิ่มตัว
เราอาจจะอยากได้หุ้นที่จ่าย payout เยอะๆ กำไรเท่าไหร่ จ่ายออกมาเกือบหมด เพราะเราคิดว่าเราจะได้เงินปันผลเยอะๆ แต่ในความเป็นจริง ลองคิดดูว่า การที่บริษัททำแบบนั้น อาจเป็นเพราะ ธุรกิจอิ่มตัวแล้ว ไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะ หรือหมดมุก คิดไม่ออกว่าจะหา S-curve ใหม่อย่างไร ถ้าเป็นแบบนี้ในอนาคตกำไรอาจจะลดลงได้ และแน่นอนว่า เงินปันผลถึงแม้จะจ่าย 90-100% เมื่อคำนวณออกมาแล้วก็จะได้เงินลดลงนั่นเอง
⏩ ปันผลสูง กำไรดี แต่ขาดเงินสด
เป็นไปได้ว่า บางธุรกิจมีกำไรสุทธิเป็นบวกเยอะ แต่เก็บเงินได้ช้า ให้เครดิตนาน อาจเป็นด้วยรูปแบบของธุรกิจนั้นๆ หรือตามนโยบายการเติบโต แต่บริษัทเองก็อยากจะจ่ายปันผล ซึ่งวิธีการที่ทำได้คือ ต้องไปกู้เงินมาจ่ายปันผลแทนไปก่อน เพราะถ้าไม่จ่าย เดี่ยว Yield หด นักลงทุนตกใจขายหุ้นทิ้ง แต่ปัญหาที่ตามมาในระยะยาว คือ การก่อหนี้ เป็นภาระให้บริษัท แทนที่จะกู้เพื่อเอาไปลงทุนสร้างสินทรัพย์ให้ออกดอกผลจะดีกว่า
Written by: #StockVitamins x #Liberator
โดย 7 วิธีคัดเลืกหุ้นปันผล มีดังนี้
⏩ วิธีที่ 1: เลือกหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
หุ้นที่เลือกต้องมีประวัติการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ "บริษัทที่จ่ายปันผลต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี แสดงถึงความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ"
บริษัทที่ยังคงจ่ายปันผลแม้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย. หากบริษัทใดสามารถรักษาการจ่ายปันผลในช่วงวิกฤต นั่นคือสัญญาณของความแข็งแกร่งทางการเงินที่แท้จริง และสะท้อนถึงวัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้น.
⏩ วิธีที่ 2: สำรวจกำไรและกระแสเงินสด
เช็คผลประกอบการย้อนหลัง โดยเฉพาะกำไรสุทธิและกระแสเงินสด "บริษัทที่มีแนวโน้มกำไรและกระแสเงินสดเชิงบวกมีความสามารถในการจ่ายปันผลอย่างยั่งยืน"
การเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าบรษัทมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง. กระแสเงินสดเชิงบวกแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีเงินเพียงพอสำหรับการจ่ายปันผล โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่มหรือใช้เงินจากแหล่งอื่น.
⏩ วิธีที่ 3: ตรวจสอบแนวโน้มอุตสาหกรรม
หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมขาลง "อุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรุนแรงหรือการลดลงของความต้องการมักส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจ่ายปันผลในระยะยาว"
ควรวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมในระยะ 3-5 ปี เพื่อประเมินความยั่งยืนของธุรกิจ. แม้บริษัทจะมีผลประกอบการดีในปัจจุบัน แต่หากอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังถดถอย อาจเป็นความเสี่ยงสำหรับการลงทุนระยะยาว.
⏩ วิธีที่ 4: เลือกบริษัทที่มีความเสี่ยงทางการเงินต่ำ
ความมั่นคงทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการจ่ายปันผลที่ยั่งยืน. "ควรเลือกบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ไม่สูงเกินไป และมีความสามารถในการทำกำไรที่สม่ำเสมอ"
บริษัทที่มีหนี้สินน้อยจะมีความยืดหยุ่นทางการเงินสูงกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่าในช่วงเศรษฐกิจถดถอย. ความสามารถในการทำกำไรที่ดีแสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถสร้างมูลค่าจากการลงทุนและมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการจ่ายปันผล.
⏩ วิธีที่ 5: สำรวจราคาไม่ให้ Over Value
"ไม่ควรซื้อหุ้นเมื่อราคาแพงเกินไป แม้จะเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานดี" ช่วงตลาดปรับฐานหรือช่วงวิกฤต เช่น ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเก็บสะสมหุ้นปันผลที่มีคุณภาพและพื้นฐานบริษัทดี. หากเราซื้อหุ้นที่มูลค่าที่แท้จริงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากราคา แต่ยังช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกด้วย.
⏩ วิธีที่ 6: ตรวจสอบคดีความที่มีนัยสำคัญ
คดีความสามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลประกอบการและความสามารถในการจ่ายปันผลของบริษัท. "หลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่มีคดีความสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน"
คดีความที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมาย การฟ้องร้องจากผู้บริโภค หรือข้อพิพาททางธุรกิจขนาดใหญ่ อาจนำไปสู่ค่าปรับจำนวนมาก ความเสียหายต่อชื่อเสียง และผลกระทบระยะยาวต่อการดำเนินธุรกิจ. ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความสำคัญมักเปิดเผยในรายงานประจำปีหรือแบบ 56-1.
⏩ วิธีที่ 7: เช็ค Dividend Yield เทียบกับค่าเฉลี่ยตลาด
ควรเลือกหุ้นที่มี Dividend Yield มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อหรือผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล
หากอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% หรือพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทน 2% ควรพิจารณาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่านี้. แต่ต้องระวังหุ้นที่มี Dividend Yield สูงผิดปกติ (เช่น มากกว่า 7-8%) เพราะอาจสะท้อนถึงปัญหาของบริษัทหรือความไม่ยั่งยืนของการจ่ายปันผล.
มองหาบริษัทที่มี Economic Moat
Economic Moat คือความสามารถของบริษัทในการป้องกันการแข่งขันและรักษาผลกำไรในระยะยาว โดยสามารถเกิดจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่
⏩ Intangible Assets (สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้) เช่น แบรนด์ที่แข็งแกร่ง สิทธิบัตร หรือใบอนุญาตจากภาครัฐ
⏩ Cost Advantage (ความได้เปรียบด้านต้นทุน) บริษัทที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าคู่แข่ง เช่น การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
⏩ Switching Costs (ต้นทุนในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ) ลูกค้าต้องใช้ต้นทุนสูงหากต้องเปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่ง เช่น ระบบซอฟต์แวร์ที่ผูกกับลูกค้า
⏩ Network Effect (อิทธิพลของเครือข่ายผู้ใช้) ยิ่งมีผู้ใช้มาก ยิ่งดึงดูดให้คนอื่นมาใช้บริการมากขึ้น เช่น Facebook หรือ Visa
⏩ Efficient Scale (ขนาดที่เหมาะสมของตลาด) ธุรกิจที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่น ท่าเรือ สนามบิน หรือโครงข่ายโทรคมนาคม
สรุปวิธีเลือกหุ้นที่ดีจากหนังสือ Why Moats Matter
⏩ ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับหุ้นที่เราถือ อยู่ อาจจะวันละครั้งหรือ สัปดาห์ละครั้งก็ได้ เพื่อรู้ทันเหตุการ์ณต่างๆ ที่จะกระทบกับตัวหุ้น
⏩ ติดตามผลประกอบการ และแนวโน้มการเติบโตของหุ้น ว่ามีโอกาสเติบโตไปในอนาคตไหมแล้ว บริษัทเริ่มมีปัญหาอะไรหรือยัง
⏩ สำหรับใครที่ชอบดูกราฟ ก็สามารถดูกราฟราคาว่าหุ้นมีการหลุดแนวรับสำคัญไหม หรือราคา ปัจจุบัน ยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่หรือไม่
⏩ สำหรับมือใหม่ ที่อยากเรียนรู้เรื่องหุ้นแบบเต็มอิ่ม ทั้งสายกราฟ และสายพื้นฐาน สามารถเข้ามาเริ่มต้นเรียนกับเราได้ที่ลิ้งนี้เลย [มือใหม่เริ่มต้นลงทุนครั้งแรก เรียนหุ้นกับ LIB ACADEMY101]
ไม่รู้จะหุ้นเลือกจากไหน เลือกจากลิสต์นี้ดู
ปกติเวลาจะเลือกหุ้นปันผล มีหลายช่องทางให้เพื่อนได้ศึกษา ก่อนลงทุน
อย่างของ SET : ศึกษาหุ้นจากดัชนี SET HD (High Dividend)
แต่ถ้าเพื่อนๆ ไม่มีไอเดีย ในการเลือกหุ้นปัผลเลย เพื่อนๆสามารถเลือกดูจากลิสต์นี้ได้เลย

ทีนี้เพื่อนๆ คงมีวิธีเลือกหุ้นปันผล กันแล้ว แต่ยังไม่มีให้ไอเดียว่าจะเลือกหุ้น ตัวไหนสามารถดู บทวิเคราะห์ Dividend เย็นใจของเราได้
ซึ่งทีมนักวิเคราะห์ของเรา ได้คัดสรรและอัพเดทหุ้นปันผลตลอดทุกเดือน คลิกเพื่ออ่านบทวิเคราะห์เต็มๆDividend เย็นใจ
ตัวอย่างหุ้นปันผลที่น่าสนใจ
จากลิสต์คร่าวๆ ที่จะอัพเดทข้อมูลหุ้น ให้ทุกเดือน
ICHI : Dividend yield 9.0%
DIF : Dividend yield 10.9%
TTW : Dividend yield 6.7%
TISCO : Dividend yield 7.9%
สำหรับใครที่เห็นไอเดียการลงทุนหุ้นปันผลแล้วอยากเรียนหุ้นเพิ่มเติม สามารถ คลิกที่ Banner
เงินปันผลกับภาษี
เงินปันผลโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
โดยทั่วไปเราจะโดนหัก 10% เช่น ได้เงินปันผล 0.40 บาท x 100,000 = 40,000 บาท แต่โดนหักไป 4,000 บาท เงินโอนเข้ามาแค่ 36,000 บาท
แต่เราก็สามารถไปยื่นขอเครดิตภาษีคืนให้สรรพากรพิจารณาได้เช่นกัน เพราะบริษัทที่เราถือหุ้นนั้นเสียภาษีนิติบุคคลไปแล้ว ส่วนเราเสียภาษีบุคคลธรรมดา อาจจะดูว่าซ้ำซ้อนกัน ให้เราลองไปยื่นดูได้
Written by: #StockVitamins x #Liberator
อธิบายสั้นๆ
⏩ ข้อควรระวังหุ้นปันผล
+ Yield สูงผิดปกติ อาจมาจากกำไรพิเศษชั่วคราว
+ ธุรกิจอิ่มตัว Payout Ratio สูง อาจไม่มีการเติบโต
+ ปันผลสูง แต่ขาดเงินสด บริษัทอาจต้องกู้มาจ่าย
⏩ ภาษีหุ้นปันผล
+ ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10%
+ สามารถยื่นขอเครดิตภาษีคืนได้
⏩ ข้อดีและข้อเสีย
+ มีรายได้สม่ำเสมอโดยไม่ต้องขายหุ้น
+ เสี่ยงต่ำกว่าหุ้นเติบโต ราคาไม่ผันผวนมาก
+ ช่วยป้องกันเงินเฟ้อ หากให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด
- เติบโตช้ากว่าหุ้น Growth Stocks
- บางบริษัทปันผลสูงเพราะธุรกิจอิ่มตัว
- ไม่เหมาะกับสายเก็งกำไรจากราคาหุ้น
⏩ วิธีเลือกหุ้นปันผล สำหรับมือใหม่
- เลือกหุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
- เลือกบริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดเป็นบวก
- เลือกบริษัทที่ไม่อยู่ในอุตสาหกรรมขาลง
- เลือกบริษัทที่มีหนี้สินต่ำ (D/E Ratio ปลอดภัย)
- ราคาไม่แพงเกินไป (ไม่ Overvalue)
- ไม่มีคดีความร้ายแรง
- Dividend Yield สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดและอัตราเงินเฟ้อ
FAQ
? คำถาม คือ ซื้อก่อน XD 1 วัน ได้ปันผลมั้ย คำตอบ คือ ได้ ซื้อกี่วัน กี่เดือนก่อน XD ได้ปันผลหมด
? คำถามต่อมา แล้วถ้าขายวัน XD ได้ปันผลมั้ย คำตอบคือ ได้ ถ้าซื้อมาก่อนหน้านั้น ไม่ใช่เพิ่งมาซื้อตอนเช้าวัน XD


