ต้นทุนหุ้นก็เหมือนสต๊อกของในร้านสะดวกซื้อ

ลองนึกภาพร้านสะดวกซื้อที่ขายนมกล่อง เจ้าของร้านสั่งนมเข้ามาเป็นล็อตๆ แต่ละล็อตต้นทุนไม่เท่ากันเพราะราคาจากซัพพลายเออร์ขึ้นลง

กฎเหล็กของร้านคือ ของเก่าต้องขายออกก่อนของใหม่เสมอ ไม่งั้นของหมดอายุ นี่คือหลักการเดียวกับที่ระบบซื้อขายหุ้นใช้ เรียกว่า FIFO (First-in, First-out) เข้าก่อน ออกก่อน

ทีนี้ปัญหาคือ ป้ายราคาที่แปะไว้หน้าร้านมักจะเป็น "ต้นทุนเฉลี่ยของนมทั้งหมดในสต๊อก" เพื่อให้ดูง่าย แต่พอเจ้าของร้านมานั่งสรุปบัญชีจริงว่ากำไรเท่าไหร่ จะต้องคิดจากนมล็อตที่ขายออกไปจริงๆ ไม่ใช่จากป้ายราคาเฉลี่ยนั้น

 

กลับมาที่หุ้น ทำไมเลข 2 ตัวไม่ตรงกัน

พอร์ตหุ้นก็ทำงานแบบเดียวกัน:

ตัวเลขที่เห็นในแอป = ต้นทุนถัวเฉลี่ย (เอาเงินรวมหารหุ้นรวม) 
ตัวเลขที่ใช้คำนวณกำไร/ขาดทุนตอนกดขายจริง = FIFO ตัดหุ้นตามคิวที่ซื้อมาก่อน-หลัง

สองตัวนี้แทบไม่มีทางเท่ากันเลย ยกเว้นกรณีเดียวคือ ซื้อหุ้นตัวนั้นแค่ครั้งเดียวและขายทีเดียวหมด

 

ลองไล่เลขดูจริงๆ ต้นทุนขายแบบ FIFO

สมมติทยอยเก็บหุ้น DEF:

ซื้อรอบแรก 300 หุ้น ที่ 20 บาท → ใช้เงิน 6,000 บาท
ซื้อรอบสอง 200 หุ้น ที่ 26 บาท → ใช้เงิน 5,200 บาท

รวม 500 หุ้น เงินลงทุนรวม 11,200 บาท → ต้นทุนถัวเฉลี่ยที่เห็นในแอป = 22.40 บาท/หุ้น

 

ต่อมาตัดสินใจขาย 400 หุ้น ระบบ FIFO จะไล่คิวจากล็อตแรกก่อนเสมอ:

ตัดล็อตแรกออกทั้งหมด 300 หุ้น (ต้นทุน 20 บาท)
ยังขาดอีก 100 หุ้น เลยไปตัดจากล็อตสอง (ต้นทุน 26 บาท)

ต้นทุนขายจริงตามคิว FIFO = (300×20 + 100×26) ÷ 400 = (6,000+2,600) ÷ 400 = 21.50 บาท/หุ้น

เห็นความต่างไหมครับ 21.50 บาท ไม่ใช่ 22.40 บาทที่เคยเห็นในแอป ต่ำกว่าเพราะ FIFO ให้น้ำหนักกับล็อตราคาถูกที่ซื้อมาก่อนมากกว่า

 

ลองไล่เลขดูจริงๆ ต้นทุนเหลือแบบ FIFO

หุ้นที่เหลือก็เปลี่ยนหน้าตาไปด้วย

ขาย 400 จาก 500 หุ้น เหลือ 100 หุ้น และ 100 หุ้นนี้ทั้งหมดมาจากล็อตสอง (เพราะล็อตแรกโดนตัดออกไปหมดแล้ว)

ต้นทุนคงเหลือจึงกลายเป็น 26 บาทเต็มๆ ไม่ใช่ 22.40 บาทเหมือนก่อนขาย

นี่คือจุดที่คนงงบ่อยที่สุด "ทำไมขายไปนิดเดียว ต้นทุนหุ้นที่เหลือถึงกระโดดขึ้นแรงจัง"

เพราะล็อตถูกโดนดึงออกไปหมดแล้วเหลือแต่ล็อตแพง เหมือนร้านนมที่ขายนมล็อตเก่าถูกๆ ออกจนหมด เหลือแต่ล็อตใหม่ที่ต้นทุนแพงกว่าบนชั้น