การสวนกระแสไม่ใช่กลยุทธ์ แต่มันคือผลของการถูกก่อนคนอื่น

“บริษัทที่ดีที่สุด และโอกาสลงทุนที่ดีที่สุด แทบไม่เคยเป็นตัวที่ดูป็อปปูลาร์”

ประโยคนี้มาจาก Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ในพอดแคสต์ Invest Like the Best ตอนที่ 484 ที่เผยแพร่เมื่อ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา เขาบอกว่าคนที่สอนเรื่องนี้ให้เขาคือ Peter Thiel กับ Paul Graham สองคนที่สอนคนละวิธี แต่ลงเอยที่ข้อสรุปเดียวกัน

“คุณทำผลตอบแทนพอใช้ได้ด้วยการตามเทรนด์และเข้าเร็วกว่าคนอื่นนิดหน่อย แต่ถ้าอยากทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ คุณจะต้องทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ทำ”

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวประโยค คือบริบทที่ Altman พูดออกมาคือเรื่องการ “อย่าตามฝูงชน” ในวันที่ตัวเองนั่งอยู่บนดีลที่คนแย่งกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุน

สามสิ่งที่ควรถอดออกจากเรื่องนี้

  1. คำว่า “ไม่ป็อปปูลาร์” ไม่ได้แปลว่า “ถูก” และไม่ได้แปลว่า “ดี” มันเป็นแค่เงื่อนไขที่จำเป็น ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ
  2. ต้นทุนของการเข้าช้าเพราะรอให้เรื่องมันดังก่อน วัดเป็นตัวเลขได้ และมันแพงกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
  3. สูตรของ VC ใช้กับพอร์ตรายย่อยตรงๆ ไม่ได้ และนี่คือจุดที่คนอ่าน quote พวกนี้แล้วเจ็บตัวกันเยอะที่สุด

ลำดับสำคัญกว่าทิศทาง

Altman เล่าว่าหลัง GPT-4 ทีมเขาเห็นว่าโมเดลกำลังพัฒนาแบบ exponential เลยเริ่มโทรหาผู้ให้บริการคลาวด์ โรงงานผลิตชิป และผู้ผลิตพลังงาน คำตอบที่ได้กลับมาเกือบทั้งหมดคือ “คุณบ้าไปแล้ว ไม่มีอุตสาหกรรมไหนโตแบบนี้ มันมีขึ้นมีลงเสมอ นี่มันคือการประมาท”

เขาเปรียบว่ามันเหมือนระดมทุนรอบ seed “ส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ แต่เราต้องการแค่หนึ่งหรือสองสำหรับการ say yes”

จุดที่คนมักอ่านผิดคือตรงนี้ Altman ไม่ได้ชนะเพราะเขา “ตั้งใจ” จะสวนกระแส แต่ว่า เขาชนะเพราะเขาเห็นเส้นโค้งการพัฒนาของโมเดลก่อนคนอื่น แล้วบังเอิญว่าข้อสรุปนั้นมันสวนกระแสพอดี

Peter Thiel ตั้งคำถามคัดกรองนี้ไว้ใน Zero to One ว่า “มีความจริงสำคัญข้อไหนที่แทบไม่มีใครเห็นด้วยกับคุณ” คำถามนี้มีสองท่อน คนส่วนใหญ่จำได้แค่ท่อนหลัง (แทบไม่มีใครเห็นด้วย) แล้วลืมท่อนหน้า (ความจริงสำคัญ) ซึ่งเป็นท่อนที่ยากกว่ามาก

ต้นทุนของการรอให้มันดังก่อน

รายงาน Mind the Gap ปี 2025 ของ Morningstar วัดช่องว่างระหว่าง “ผลตอบแทนของกองทุน” กับ “ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จริง” ในรอบ 10 ปีถึงสิ้นปี 2024 พบว่านักลงทุนได้น้อยกว่ากองทุนที่ตัวเองถืออยู่ราว 1.2% ต่อปี หรือประมาณ 15% ของผลตอบแทนรวมทั้งหมด

และช่องว่างนี้ไม่ได้เกิดจากการเลือกกองทุนผิด มันเกิดจากจังหวะเข้าออกล้วนๆ คือซื้อตอนที่มันดูดี ขายตอนที่มันดูแย่ และ Morningstar ระบุว่าตัวเลขนี้นิ่งมากตลอดหลายปีที่วัดมา จนควรมองมันเหมือนค่าธรรมเนียมที่ถูกหักไปเงียบๆ

นี่คือราคาของประโยค “you cannot be sort of following the new wave” ในเวอร์ชันที่จับต้องได้

ที่ไทยเองก็มีเคสให้ดู

ย้อนไปวันที่ 30 เมษายน 2025 ดัชนี SET ปิดที่ 1,197.26 จุด ติดลบ 14.5% นับจากต้นปี ช่วงนั้นหุ้นไทยแทบไม่อยู่ในบทสนทนาของใครเลย ทั้งที่รายงานของตลาดหลักทรัพย์เองก็ระบุว่า valuation ลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจแล้ว

สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 ดัชนีปิดที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 26.3% จากสิ้นปี 2025 ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมครึ่งปีแรกราว 27,000 ล้านบาท และมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 87.7% จากปีก่อน

จาก 1,197 ไป 1,591 คือราว 33% ในเวลาประมาณ 14 เดือน

คำถามที่มีค่ากว่าตัวเลขคือ ตอนดัชนีอยู่ที่ 1,197 มันให้ความรู้สึกยังไง? คำตอบของแต่ละคนนั่นแหละ คือคำอธิบายว่าทำไมของที่ “ไม่ป็อปปูลาร์” ถึงจ่ายผลตอบแทน เพราะมันแลกมาด้วยความอึดอัดที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากถือไว้

แล้ววันนี้ฝูงชนอยู่ตรงไหน

RBC Wealth Management รายงานว่าน้ำหนักของหุ้น 10 ตัวใหญ่สุดใน S&P 500 ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40.7% ในปี 2025 เกือบสองเท่าของสิบปีก่อน และสูงกว่าจุดพีคของฟองสบู่ดอตคอมที่ราว 27% อยู่มาก

ขณะเดียวกัน รายงานภาวะตลาดของ SET เดือนมิถุนายน 2026 ก็ระบุว่าตลาดหุ้นโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้นจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ในกลุ่มหุ้น AI จนเกิดการปรับฐานในหลายตลาดทั่วโลก

นี่ไม่ได้แปลว่า AI จะพัง แต่มันแปลว่าดีลที่ Altman เคยต้องโทรขอ yes จากคนสิบคนเมื่อสามปีก่อน วันนี้กลายเป็นดีลที่ทุกคนอยากอยู่ในนั้น และเมื่อทุกคนอยู่ในนั้นแล้ว ส่วนต่างผลตอบแทนที่เคยจ่ายให้ความไม่สบายใจ ก็ถูกจ่ายไปหมดแล้วให้กับคนที่เข้าตอนมันยังน่าอาย

จุดที่ต้องระวังที่สุดของบทเรียนนี้

“ส่วนใหญ่ปฏิเสธ แต่ต้องการแค่หนึ่งหรือสอง yes” เป็นคณิตศาสตร์ของ VC ไม่ใช่ของพอร์ตรายย่อย

พอร์ต VC อยู่รอดได้เพราะออกแบบมาให้ 9 ใน 10 ดีลเป็นศูนย์ แล้วให้ดีลเดียวคืน 100 เท่า แต่พอร์ตของคนทั่วไปที่ลงเงินก้อนใหญ่ในไอเดียสวนกระแสหนึ่งตัว ไม่มีดีลที่ 2 ถึง 10 มารองรับ

การสวนกระแสโดยไม่มีกรอบ position sizing ไม่ใช่การลงทุนแบบ Thiel — มันคือการเดิมพัน และความต่างอยู่ที่ว่าคุณรอดไหมตอนที่คุณคิดผิด ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว

สามคำถามก่อนจะบอกตัวเองว่ากำลังสวนกระแส

  1. เราเห็นอะไรที่ตลาดยังไม่เห็น หรือแค่ไม่ชอบสิ่งที่ตลาดกำลังชอบ? สองอย่างนี้หน้าตาเหมือนกันมากจากข้างใน แต่ให้ผลลัพธ์ต่างกันสุดขั้ว
  2. ราคา ณ วันนี้สะท้อนความเห็นพ้องของตลาดไปแล้วแค่ไหน? ถ้าเรื่องเล่าถูกทั้งหมดแต่ราคาสะท้อนไปหมดแล้ว ผลตอบแทนที่เหลือก็อาจไม่คุ้มความเสี่ยง
  3. ถ้าเราคิดผิด พอร์ตเสียหายกี่เปอร์เซ็นต์? ถ้าคำตอบทำให้นอนไม่หลับ แปลว่าน้ำหนักมันใหญ่เกินความมั่นใจที่เรามีจริง

บทเรียนที่ Thiel กับ Graham ให้ Altman ไม่ใช่ “จงแตกต่าง” แต่คือ “จงทนอยู่กับความอึดอัดได้ เมื่อคุณมีเหตุผลรองรับ” และส่วนที่ยากไม่ใช่การหาไอเดียที่คนไม่ชอบ เพราะไอเดียแบบนั้นมีเต็มตลาดทุกวัน ส่วนที่ยากคือการแยกให้ออกว่าอันไหนที่คนไม่ชอบเพราะมันแย่จริง กับอันไหนที่คนยังไม่ทันมอง