Lib Economic Update ประจำเดือนตุลาคม 2569
NASDAQ ยังบวกสวนตลาด แต่เดือนตุลาคมอาจ “ผันผวนขึ้น”
AI ยังเป็นพระเอก แต่ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และราคาน้ำมัน
เดือนกันยายน 2569 ตลาดหุ้นสหรัฐทำผลงานแตกต่างกันทั้ง 3 ดัชนี โดย NASDAQ +1.9%, S&P 500 -0.5% และ Dow Jones -4.3%
แรงหนุนสำคัญของ NASDAQ มาจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึงกลุ่ม AI, Semiconductor, Cloud และ Data Center ที่ยังมีความต้องการรองรับการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายเดือนตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันจาก ราคาน้ำมัน Brent ที่เพิ่มขึ้นราว 14% ในเดือนเดียว และ U.S. 10-Year Treasury Yield ที่พุ่งขึ้นใกล้ 5.29% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ขณะที่ Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75–4.00% ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินกลับมาอีกครั้ง
NASDAQ ยังบวก แต่ตลาดข้างในเริ่มอ่อนแรง
แม้ NASDAQ จะปิดบวกในเดือนกันยายน แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกกลุ่มปรับตัวขึ้นพร้อมกัน เพราะแรงซื้อส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Semiconductor
ในทางกลับกัน หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงหุ้นที่มีหนี้สูงหรืออ่อนไหวต่อดอกเบี้ย กลับเผชิญแรงกดดันมากกว่าเดิม
สิ่งที่ต้องจับตาคือ หาก Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูงและราคาน้ำมันยังแพง หุ้นที่มี Valuation สูงอาจถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงินและแรงขายทำกำไร แม้ภาพรวมของธีม AI จะยังดูแข็งแกร่งก็ตาม
แล้วเดือนตุลาคม ต้องจับตาอะไร?
เดือนนี้มี 4 ประเด็นสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐ
1. Jobs Report
ตัวเลขการจ้างงานจะช่วยให้ตลาดประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed หากการจ้างงานแข็งแกร่งเกินคาด Bond Yield อาจปรับขึ้นจากความกังวลว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่หากอ่อนแอเกินไป ก็อาจเพิ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว
2. CPI และ PCE
เงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดย CPI เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และ 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Core PCE เพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของ Fed หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว อาจกดดัน Bond Yield และหุ้น Growth ได้อีกครั้ง
3. ผลประกอบการไตรมาส 3
ตลาดจะจับตาว่าการลงทุนด้าน AI สามารถสร้างรายได้และกำไรจริงให้บริษัทได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงความสามารถในการรับมือกับต้นทุนทางการเงินและพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
4. การประชุม FOMC วันที่ 27–28 ต.ค.
หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ตลาดจะจับตาว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่ หรือ Fed จะรอดูข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ โดยตัวเลขเงินเฟ้อและภาวะตลาดแรงงานจะเป็นปัจจัยสำคัญ
หุ้นกลุ่มไหนยังน่าสนใจ?
รายงานมองว่ากลุ่มที่ยังอยู่ใน Watchlist ได้แก่ AI / Semiconductor, Cloud / Software, Healthcare / Biotech, Financials, Industrials และ Consumer Staples แต่แต่ละกลุ่มมีปัจจัยสนับสนุนและความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาคุณภาพของแต่ละบริษัทควบคู่กัน
กลุ่ม AI และ Semiconductor ยังได้แรงหนุนจากความต้องการชิป หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย และ Data Center ขณะที่กลุ่ม Industrials ได้แรงสนับสนุนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ควรระวัง หุ้นที่มี Valuation แพง หุ้นที่ยังไม่มีกำไร หุ้นที่มีหนี้สูง และธุรกิจที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานหรือดอกเบี้ย เพราะอาจได้รับผลกระทบหาก Bond Yield ยังคงอยู่ในระดับสูง
กองทุนที่น่าจับตา: KT-NASDAQ-A
รายงานมองว่า KT-NASDAQ-A เป็นกองทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดรับโอกาสจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐและธีม AI ในระยะยาว โดยมีนโยบายลงทุนผ่าน Invesco NASDAQ 100 ETF ซึ่งอ้างอิงดัชนี NASDAQ-100 และมีน้ำหนักในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่ม Technology, AI, Semiconductor, Cloud และ Software
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกองทุนที่เน้นหุ้นเทคโนโลยียังคงมีความเสี่ยงจาก Valuation ที่สูงและความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลกองทุนและความเสี่ยงให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน
สรุปง่าย ๆ:
ตลาดหุ้นสหรัฐยังมีโอกาสไปต่อ โดยมี AI และ Semiconductor เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่เดือนตุลาคมอาจยังผันผวนจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และผลประกอบการบริษัท
สิ่งที่ต้องติดตามคือ กำไรของบริษัทจะเติบโตได้ทันความคาดหวังหรือไม่ และตลาดจะรับมือกับ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงได้มากแค่ไหน
พูดง่าย ๆ คือ AI ยังเป็นพระเอก แต่ทิศทางดอกเบี้ยและกำไรจริงจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าตลาดจะไปต่อได้แค่ไหน
👉 อ่าน LIB ECONOMIC MONTHLY UPDATE ฉบับเต็ม
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลภาพรวมภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น มิใช่การชี้ชวน ชักชวน หรือให้คำแนะนำในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดเป็นการเฉพาะเจาะจง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวน ทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
