ตลาดหุ้นฮ่องกง (HKEX) และตลาดหุ้นจีน (A-Shares) กำลังกลายเป็นสมรภูมิการลงทุนที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยเสน่ห์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกและโอกาสจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ต

ทำไมต้องลงทุนหุ้นจีนหุ้นฮ่องกง

ถ้าตลาดหุ้นอเมริกาคือ "ดินแดนแห่งนวัตกรรม" ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนก็เปรียบเสมือน "มังกรหลับ" ที่เต็มไปด้วยเพชรเม็ดงามในราคาที่จับต้องได้!

หลายคนอาจคุ้นเคยกับการลงทุนในประเทศ หรือคุ้นชินกับตลาดฝั่งตะวันตก แต่รู้หรือไม่ครับว่า ตลาดฝั่งเอเชียอย่างฮ่องกงและจีน เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และรถยนต์ EV ระดับท็อปของโลก

3 เหตุผลที่คุณไม่ควรพลาดตลาดฮ่องกงและจีน:

  1. แหล่งรวมบริษัทชั้นนำระดับโลก: คุณสามารถเป็นเจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชียและโลกได้โดยตรง

  2. กระจายความเสี่ยง (Diversification): การมีสินทรัพย์ในหลากหลายภูมิภาค ช่วยให้พอร์ตลงทุนของคุณทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

  3. โอกาสทำกำไรหลากหลายสไตล์: ไม่ว่าคุณจะเป็นสายพื้นฐานที่มองหาหุ้นคุณค่า (Value Stock) หรือสายเทคนิคอลที่ชอบความท้าทายในการเล่นสั้น (Day Trade) ตลาดเหล่านี้มีพื้นที่ให้คุณเสมอ

 เมื่อเห็นโอกาสแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก่อนลงสนามคือ "การรู้กติกา" ครับ มาดูกันว่าทั้งสองตลาดมีกฎเหล็กอะไรที่เราต้องรู้บ้าง

 

ตลาดหุ้นฮ่องกง

ตลาดหุ้นฮ่องกงคือสวรรค์ของนักลงทุนที่ชอบความคล่องตัวสูง กติกาของที่นี่เอื้อให้คุณสามารถวางกลยุทธ์ได้อย่างไร้รอยต่อ

 

เวลาทำการตลาด: หุ้นฮ่องกง

 

กฎการซื้อขายที่ต้องรู้ (ตลาดฮ่องกง)

+ หน่วยการซื้อขาย (Lot Size): ซื้อขายเป็น Lot โดยจำนวนหุ้นต่อ 1 Lot จะแตกต่างกันไปตามที่แต่ละบริษัทกำหนด เช่น 100, 500 หรือ 1,000 หุ้น (บางหุ้นสามารถซื้อเป็นเศษหุ้น หรือ Fractional ได้)

+ รอบการหมุนเวียน (T+0): ซื้อและขายหุ้นตัวเดียวกันได้ภายในวันเดียว (Day Trade) แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง

+ การชำระราคา (T+2): ตัดเงินและส่งมอบหุ้นเสร็จสิ้นใน 2 วันทำการ

+ ไม่มีซิลลิ่ง/ฟลอร์ (No Ceiling/Floor): หุ้นฮ่องกงไม่มีการจำกัดเพดานราคาขึ้นลงสูงสุดต่อวัน

+ กลไกควบคุมความผันผวน (VCM): จะนำมาใช้แทนซิลลิ่ง/ฟลอร์ สำหรับหุ้นในดัชนี HSI, HSCEI และ HSCI หากราคาเหวี่ยงแรงเกินเกณฑ์ (หุ้นใหญ่ ±10%, หุ้นกลาง ±15%, หุ้นเล็ก ±20% เทียบกับราคาเมื่อ 5 นาทีก่อน) หุ้นตัวนั้นจะถูกพักการซื้อขาย 5 นาที (Cooling-off Period) โดยในช่วงนี้จะเทรดได้เฉพาะในกรอบราคาที่กำหนด เมื่อครบ 5 นาทีจึงจะกลับมาเทรดแบบไร้ขีดจำกัดตามปกติ (VCM ทำงานได้สูงสุด 1 ครั้งต่อช่วงเช้า และ 1 ครั้งต่อช่วงบ่าย)

(หมายเหตุ: เกณฑ์ขนาดของหุ้นจะอิงตามดัชนี HSCI ซึ่งมีการทบทวนทุก 6 เดือน โดยจัดกลุ่มจากมูลค่าตลาดรวม: 80% แรกคือหุ้นใหญ่, 15% ถัดมาคือหุ้นกลาง และ 5% สุดท้ายคือหุ้นเล็ก)

 

จีนแผ่นดินใหญ่ (China A-Shares): ตลาดในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

การเข้าไปเทรดในตลาดจีน (SSE และ SZSE) จะมีกฎที่รัดกุมขึ้นมาอีกนิด เหมาะสำหรับคนที่ชอบวางแผนข้ามวันและเล่นตามเทรนด์ของตลาดในประเทศ

 

เวลาทำการตลาด: หุ้นจีน

กฎการซื้อขายที่ต้องรู้ (ตลาดจีน)

+ หน่วยการซื้อขาย: บังคับซื้อขั้นต่ำ 100 หุ้น และเพิ่มขึ้นทีละ 100 หุ้น ส่วนฝั่งขายก็ต้องขายขั้นต่ำ 100 หุ้นเช่นกัน

+ การขายเศษหุ้น (Odd Lot): หากมีเศษหุ้นที่ไม่ถึง 100 หุ้น (เช่น ได้รับจากปันผล) จะต้องตั้งคำสั่งขายเศษหุ้นทั้งหมดนั้นออกไปใน "คำสั่งเดียว" ไม่สามารถแบ่งทยอยขายได้

+ รอบการหมุนเวียน (T+1): หุ้นที่ซื้อในวันนี้ จะสามารถขายได้ใน "วันทำการถัดไป" เท่านั้น (ไม่สามารถทำ Day Trade ได้)

+ ขีดจำกัดราคา (Price Limit): ตลาดหุ้นจีนมีการจำกัดราคาขึ้นลงสูงสุดที่ ±10% ต่อวัน (สำหรับกระดานนวัตกรรมอย่าง STAR Market และ ChiNext จะจำกัดที่ ±20% แต่นักลงทุนรายย่อยในไทยยังไม่สามารถซื้อขายใน 2 กระดานนี้ได้ตามข้อกำหนดของตลาดจีน)

 

แล้วพบกันเร็วๆนี้ ที่ Liberator